ข้อคิดสะกิดใจจาก อาจารย์ปู่
ผู้ปฏิบัติตนจะมองเข้าไปในกาย-ใจตน
|
รวมธรรมคำสอน(อาจารย์ปู่)
|
จิต..ยึดมั่นถือมั่น กาย ใจ จิต ธรรม มาเป็นตัวตน เมื่อผู้ปฏิบัติใหม่ๆยังไม่เข้าใจสภาวะธรรม ก่อนอื่นผู้ปฏิบัติต้องศึกษาแนวทางเบื้องต้นของการเจริญสติ-สมาธิ-ปัญญา อันดับที่สอง มารู้ฐานที่ตั้งของสติและสัมปชัญญะ สติ หมายถึงความรู้เนื้อรู้ตัว โดยมีฐานที่ตั้งอยู่ที่ปลายจมูก1 โพรงจมูก1 ริมฝีปากบน1
ผู้ระลึกรู้ หรือธาตุรู้ = รู้ตามความเป็นจริง จนเกิดเป็นปัญญา จะไม่มีสัญญา คำพูด คำบอก คำสอน คำเตือนใดๆ จะเห็นแต่สภาวะของความเปลี่ยนแปลงของกาย-ใจ และลมหายใจ
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ที่มวลหมู่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างยึดติดอยู่ก็คือ รูป ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ที่มวลหมู่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างยึดติดอยู่ก็คือ รูป การปฏิบัติตามแนวทางวิปัสสนาญาณทัสสนะ16หรือโสฬสญาณ เมื่อเริ่มต้นนั่งสมาธิเจริญสติคือตัวรู้ อยู่กับปัจจุบัน ให้ผู้ปฏิบัติบอกกับตัวเองหรือพูดกับตัวเองภายในใจเสียก่อนว่าเรามาทำอะไรอยู่ เช่นลมหายใจเข้าสั้นก็รู้ ลมหายใจออกสั้นก็รู้ คือสัมปชัญญะ เมื่อผู้ปฏิบัติบอกกับตัวเองด้วยปัญญาแบบสัญญาว่า ไม่เที่ยง ๑ ทุกข์๑ บังคับไม่ได้๑ กับลม และมีอารมณ์ คือการวางเฉย จนตัวเราอยู่กับความวางเฉยต่ออารมณ์ไม่ได้ ตัวเราจะเริ่มมีอารมณ์เกิดขึ้น ที่เห็นชัดที่สุด คือ เวทนาทางกาย ในขณะนั้นเราจะนำเอาความรู้สึกของเวทนาทางกายมาเป็นอารมณ์ จนตัวเราเองลืมความรู้สึกของลมหายใจทางกาย ลืมเครื่องระลึกรู้ รู้ความรู้สึกของลมภายในใจ ตัวเราเองจะอยู่กับสภาวะของธาตุรู้ ข้อสังเกต ธาตุรู้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจซ้ำๆ จนเกิดเป็นความรู้ว่าลมหายใจนี้ก็ไม่เที่ยงหรือลมหายใจนี้ก็เป็นทุกข์ จึงกลับมาอยู่กับความรู้สึกของลมเป็นเครื่องระลึกรู้ และมีความรู้เป็นอารมณ์ ธรรมชาติ คือ สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สัตว์ ตัวตน ไม่ใช่บุคคลเรา เขา อีกต่อไป ผู้มีปัญญาแบบระลึกได้ (ธาตุรู้) ย่อมรู้แล้วละวางกาย ใจ จิต ธรรม เมื่อใดก็ตามที่เราลืมลมหายใจที่สัมผัสถูกต้อง ผู้ปฏิบัติจะลืมกายคือ สติ จะนำเอาความรู้สึกทางกายมาเป็นอารมณ์ ผู้ดูความไม่เที่ยง จะเห็นเวทนาคือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ ตั้งอยู่ไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้ ผู้ดูความทุกข์เป็นอารมณ์ คือ สภาวะตั้งอยู่ไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้ ของกาย-ใจ ลมหายใจที่เราถือเอามาเป็นอารมณ์ เราจะเห็นสภาวะของกาย-ใจ ลมหายใจนี้บังคับไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราไปยึดเอามาเป็นอารมณ์ ตัวเราจึงเกิดเวทนา คือความทุกข์นั่นเอง ไม่ว่าอารมณ์ของความสุขก็เป็นทุกข์ เพราะบังคับไม่ได้ ก็เปลี่ยนแปลง อารมณ์ของความวางเฉยก็เป็นทุกข์ เพราะบังคับไม่ได้ ก็เปลี่ยนแปลง มีหนัก-เบา มีลมหายใจยาว-สั้น จึงเกิดปัญญาเห็นความเป็นจริง เมื่อเรานำเอาความรู้สึกของกาย-ใจ ลมหายใจมาเป็นอารมณ์ จึงเป็นคนทุกข์เสียเอง เมื่อเราอยู่กับลม ความรู้สึกของลม และมีความรู้เป็นอารมณ์ คือเข้าใจสภาวะ ความบังคับไม่ได้ จึงไม่เป็นทุกข์ต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในกาย-ใจ ผู้ดูความทุกข์จะเห็นเวทนาความสุข ความทุกข์ ความวางเฉยที่เกิดขึ้นนี้บังคับไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่กาย-ใจ การปฏิบัติในระยะแรก จะเป็นการเรียนรู้ของธาตุรู้ให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง เมื่อธาตุรู้และตัวเราไหลไปในอารมณ์พร้อมกัน เห็นสภาวะตอนกลับมาจะมีลมหายใจ ความรู้สึกของลมหายใจกลับมาก่อน และความรู้คือตัวเราจะกลับตามมา และเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในกาย-ใจ *ถ้าตัวเราหมายรู้จะไม่เห็นสภาวะความเป็นกลางต่อกาย-ใจ ตัวเราเองจะรู้แบบลอยๆเพราะไม่มีเครื่องระลึก เมื่อธาตุรู้ไม่เข้าใจสภาวะที่เกิดขึ้นก็จะไหลลงไปในอารมณ์ เมื่อระลึกขึ้นได้ ธาตุรู้จะถอยออกมาจากใจ และมาเป็นกลางต่อสภาวะโดยที่ธาตุรู้จะไม่มีอารมณ์ *อนัตตาที่ธาตุรู้เข้าใจหรือตัวเราเข้าใจนั้นคือ ยอมรับความเป็นจริงว่ากาย-ใจ ลมหายใจเข้า-ออกนี้มีอยู่ตามความเป็นจริง โดยที่ธาตุรู้หรือตัวเราไม่นำเอามาเป็นตัวตน แต่ตัวเราจะอยู่กับธาตุรู้ โดยมีธาตุรู้เป็นตัวตน ซึ่งธาตุรู้จะมีลมและความรู้สึกของลมเป็นเครื่องระลึก และมีความรู้เป็นอารมณ์จึงเป็นกลางต่อสภาวะ ตัวเราจึงอยู่ได้ภายในกาย-ใจนี้ โดยที่ตัวเรานี้จะมีความรู้เป็นตัวตน และอยู่กับธาตุรู้นี้ ไม่นำเอากาย-ใจ ลมหายใจเข้า-ออก มาเป็นตัวตน* การเรียนขั้นต่อไป คือฝึกใจให้เป็นผู้รู้ เมื่อนั่งต่อไปเรื่อยๆ เวทนาทางกายก็จะปรากฏมากขึ้น ทำให้ใจผู้รู้อยู่ไม่ได้กับสภาวะอุเบกขารมณ์ ระยะที่2 ใจผู้รู้เข้าใจทุกข์ จนใจผู้รู้หลงลืมเครื่องระลึกคือลมหายใจ และลืมความรู้เป็นอารมณ์ ก็จะกลับไปรับรู้ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นที่กาย-ใจจนเกิดอาการดิ้นรนใหม่อีก ระยะที่3 ใจผู้รู้เข้าใจอนัตตา เวทนาทางกายเกิดขึ้น จนเวทนาทางกายหายไป ดูลมหายใจเข้าเกิดขึ้น ดูลมหายใจเข้าหายไป ดูลมหายใจออกเกิดขึ้น ดูลมหายใจออกหายไปซ้ำๆ จนใจผู้รู้เบื่อการเฝ้าดูสภาวะซ้ำๆจนลืมเครื่องระลึก และความรู้จึงไหลไปกับอารมณ์ภายในกาย-ใจ ในขณะนั้นจิตจะเป็นผู้มีอารมณ์ไปกับกาย-ใจ ลมหายใจ ทำให้กาย-ใจนี้ดิ้นรนอย่างมาก จนใจผู้รู้อยู่ไม่ได้ภายในกาย-ใจ จนกว่าใจผู้รู้จะระลึกขึ้นได้เอง จะกลับมาอยู่กับเครื่องระลึกคือความรู้สึกของลม และมีความรู้เป็นอารมณ์
ระยะสุดท้ายใจผู้รู้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง เมื่อผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆใจผู้รู้ก็จะหลงลืมเครื่องระลึกและลืมความรู้ ก็จะกลับไปรับรู้ความรู้สึกของกาย-ใจใหม่ในขณะนั้น เวทนาทางกายจะมากขึ้น และเวทนาทางใจก็มากขึ้น เหตุเพราะอารมณ์ไหลลงไปในใจในขณะนั้นจิตจึงดิ้นรน ทำให้ใจผู้รู้ดิ้นรน ไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ตัวเราหรือธาตุรู้จะเป็นคนคอยเตือนให้ใจผู้รู้กลับมา *ข้อสังเกต เมื่อใจผู้รู้ได้ดวงตาเห็นธรรม เมื่อเราตกกระทบอารมณ์ จะไม่มีอารมณ์ไปกับสิ่งนั้น แต่จะเห็นอารมณ์ความรู้สึกอยู่ภายในใจ โดยที่ใจผู้รู้จะอยู่กับความรู้สึกของลม และเห็นลมเด่นชัดขึ้น แต่ราบเรียบเสมอกัน และมีระยะห่างให้เห็น และใจผู้รู้มีความรู้เป็นอารมณ์ ก็จะเฝ้าดูอารมณ์ที่เกิดขึ้น และอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ผู้ปฏิบัติได้แล้วจะละสังโยชน์ 3 อย่างได้เบื้องต้น คือ
ฝึกจิตให้เป็นผู้รู้ตามญาณทัสสนะ16 อารมณ์ของจิตมีสภาวะต่างๆ เช่น อารมณ์ของจิตเป็นอุปจารสมาธิขั้นละเอียด อารมณ์ของจิตเริ่มเป็นอัปปนาสมาธิสมาธิขั้นต้น ในขณะนั้นตัวเราจะไปอยู่กับใจผู้รู้ จะสังเกตได้จากความเป็นกลางต่อกาย-ใจ หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น 4.อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและดับแห่งนามรูป อารมณ์ แล้วก็ไปจับใจ ก็จะปล่อยอารมณ์จากใจทันที ไม่นำเอาความคิดมาเป็นอารมณ์ แล้วก็ไปจับลมหายใจ แล้วก็จะละจากลมหายใจทันที ไม่บังคับลมหายใจนี้ให้ตั้งอยู่อย่างนี้เป็นระยะๆ 6.ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของที่น่ากลัว 8.นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความเบื่อหน่าย 9.มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย 11.สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
ขั้นต่อไปจิตเรียนรู้ทุกข์ตามญาณทัสสนะ 16 หรือโสฬสญาณ จิตเรียนรู้ทุกข์ 2.ปัจจยปริคคหญาณ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป 3.สัมมสนญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ 4.อุทยัพยานุปัสสนญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและดับแห่งนามรูป เป็นขั้นที่ 1 แห่งวิปัสสนาญาณ 5.ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา หรือขั้นที่ 2 แห่งวิปัสสนาญาณ คือตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมาของรูป-นาม กาย-ใจ และลมหายใจ 6.ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของที่น่ากลัว 7.อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงถึงโทษ 9.มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย 10.ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อหาทาง 11.สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
|




